วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อ๊าย อาย จัง

หากปล่อยให้มีความเขินอายมากเกินไป... ในกรณีที่คุณเป็นคนทำงานก็จะส่งผลให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพ ในกรณีที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ก็อาจจะส่งผลให้คุณเรียนได้คะแนนน้อลง
(เพราะพรีเซนต์งานไม่เก่ง)ในกรณีที่เป็นแม่ค้าขายของ ก็อาจทำให้รายได้ไม่ดี (เพราะไม่เรียกลูกค้า)หรือในกรณีอื่นๆ เช่น คนทั่วๆ ไป อาจส่งผลถึงขั้น พูดคุยไม่รู้เรื่อง เนื่องจากขาดความมั่นใจในการติดต่อสื่อสาร

ลองมาดู วิธีการขจัดความเขินอายเหล่านี้ ดูสักหน่อย หากยังไม่สามารถช่วยคุณได้ ก็อาจใช้วิธี ไปพบจิตแพทย์ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเลย จะดีกว่า

1. เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวเอง

วิธี ที่ถูกต้องที่สุดก็คือ การตั้งใจที่จะค้นหา ว่าอะไร เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเขินอาย ลองเปิดใจ วิจาร์ตนเองอย่างตรงไปตรงมา ก็จะช่วยให้คุณรู้ได้ว่า ความเขินอายเกิดขึ้นเพราะอะไร? ความกลัว? คิดไปเอง?หรือจริงๆ แล้ว ตัวคุณขาดตกบกพร่อง คุณลักษณะในข้อไหน เมื่อวิเคราะห์ตัวเอง จนได้เหตุผลออกมาเป็นข้อๆ จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์จริงได้


2. ลงมือฝึกซ้อม 

การฝึกซ้อม เพื่อขจัดความเขินอาย เป็นวิธีที่ดีสุด ที่คุณจะใช้ในการเผชิญหน้า และรับมือกับปัญหา ลองเริ่มต้นฝึกซ้อมกับตัวเองง่าย เช่น ยืนอยู่หน้ากระจก ยกคาง จัดใบหน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ดูดี ฝึกการยืน – การเดิน ให้ดูสง่าผ่าเผย ฝึกการพูดให้เสียงดังฟังชัด หรือจะฝึกร้องเพลงก็ได้ หลังจากนั้น คุณจะเห็นผลลัพธ์ และรู้สึกดีมากขึ้นเรื่อยๆ ความั่นใจในที่สาธารณะก็จะเกิดขึ้นตามมา


3. ฝึกปฏิบัติต่อไป 

หลังจากฝึก การพูด การยืน การเดิน และลักษณะบุคลิกต่างๆ ไปแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการเริ่มฝึกใช้ อวัจนภาษา เช่น การใช้สายตา เพื่อสื่อความหมาย การฝึกยิ้มให้กับผู้คนรอบข้าง การรู้จักเริ่มเปิดบทสนทนากับผู้อื่น หรือแม้กระทั่ง การเริ่มพูดคุยกับคนแปลกหน้า เช่น พูดคุยกับคนขายหนังสือ “ช่วงนี้ มีหนังสือออกใหม่แนะนำบ้างมัยครับ/ค่ะ วิธีการเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้กับคุณทีละน้อย และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของคุณให้มากขึ้น


4. แต่งกายดูดี มีรสนิยม 

การแต่งกายคือสิ่งที่แสดงออกถึงลักษณะ และบุคลิกภาพของคุณ และการแต่งกายที่ดี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้นได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ตามมาในทางอ้อม สำหรับการแต่งกายให้ดูดี ก็คือ จะช่วยให้คุณมีสติสัมปชัญะ เพิ่มมากขึ้น (เป็นผลกระทบ ที่เกิดขึ้น หลังจากมีความมั่นใจ)แต่ในทางตรงกันข้าม การแต่งกายที่ โอเวอร์ - ออฟชั่น มากเกินไป จะย้อนกลับมา เป็นสิ่งที่รบกวน ความมั่นใจของคุณ



5. เรียนรู้ และยอมรับความจริง                                                                                                       

เป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้ยินแต่คำว่า ใช่เลยยย! ถูกต้อง! ใช่แล้ว อย่างนี้ล่ะ! ในทุกๆ สถานการณ์ หลายๆ ครั้ง สิ่งที่เราคาดหวัง กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มักไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน การยอมรับความจริง และอยู่บนความเป็นจริง เปรียบเสมือนสุดยอดเคล็ดลับวิชา ที่ช่วยให้เราเข้าใจโลก เมื่อเราใช้ความจริง และความเข้าใจ เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ความกลัวในเรื่องต่างๆ ก็จะหมดไป



6. ศึกษาจาก คนรอบข้าง 

ลองพิจารณา คนที่ใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจ นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่คุณจะได้ ศึกษาเรียนรู้เคล็ดลับในการขจัดความเขินอาย ได้อย่างง่ายๆ



7. คิดในทางบวก ช่วยได้ 

ใน เรื่องไม่ดี มักจะมีเรื่องดีๆ แฝงเอาไว้ด้วยเสมอ มิเช่นนั้น คงไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จ จากการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส! การคิดในทางบวก กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้คุณมองข้ามข้อเสีย และเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนกว่า

และท้ายที่สุด การคิดในทางบวก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ จนทำให้ผู้คนรอบข้างอยากจะอยู่ใกล้ๆ คุณ



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ยางลบสามารถลบได้ทุกอย่างหรือเปล่า????


สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่าเวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ เราห้ามใช้ยางลบ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่   รู้แต่เพียงว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากจะให้มันตรงสวย แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆนั้นไปตามจินตนาการ  เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครู         สอนวันนั้น แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด      

            ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน และในชีวิตหนึ่งก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั่งใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้   ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น ถึงแม้นภาพที่เราวาดออกมาจะไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่ แต่มันก็ออก    มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง      

สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากยิ่งขึ้น ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อที่จะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์มากมายจาก "องุ่น"

ในผลองุ่นมีวิตามินและสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะที่เปลือกและเมล็ด อย่างที่เราเคยได้ยินถึงการสกัดน้ำมันจากเมล็ดองุ่นมาเป็นส่วนผสมในครีม บำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ น้ำมันนี้ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการจับตัวของก้อนเลือด และลดโคเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจได้ดี นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น        ส่วนวิตามินต่างๆที่พบในองุ่นนั้นก็มีมากมายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลในองุ่นเป็น น้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย จึงช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย และกระตุ้นให้ตับทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ      

   มีผลจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองนิวยอร์กพบว่า ในองุ่นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Polyphenols ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสามารถบริโภคได้ในรูปของน้ำองุ่นหรือไวน์แดง สาร Polyphenols นี้มีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุสมองที่ยาวนานขึ้นและแข็งแรง ทำให้สามารถทำงานและจดจำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม       

  ประโยชน์จากองุ่นนั้นไม่เพียงจะได้จากการรับประทานองุ่นสด องุ่นแห้ง หรือน้ำองุ่นคั้นสด 100% แล้ว ผลและน้ำองุ่นสดยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้าและเส้นผมได้ด้วย อย่างสูตรบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่งชุ่มชื้นแบบง่ายๆ โดยนำองุ่นแดงหรือม่วงทั้งเปลือก 1 ถ้วย ผสมน้ำแตงกวาสด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันแล้วนำมาทาทั่วผิวหน้า (เว้นรอบดวงตา) ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้ว ล้างออก ผิวหน้าจะชุ่มชื้นขึ้นและไม่แห้งกร้าน      



ส่วนสูตรบำรุงเส้นผมให้ใช้น้ำองุ่นแดงหรือองุ่นม่วงคั้นสด 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับแชมพูสระผม โดยพักไว้หลังสระประมาณ 5 นาทีแล้วจึงล้างฟองออกให้สะอาด จะช่วยให้เส้นผมนุ่มและเป็น เงางาม                 


       การรับประทานองุ่นให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น ความจริงสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือกและเมล็ด อย่างที่บอกว่าสารอาหารที่มีคุณค่านั้นอยู่ที่เปลือกและเมล็ดมากกว่าเนื้อองุ่นเสียอีก แต่ถ้าอยากรับประทานทั้งเมล็ดให้ง่ายขึ้น อาจจะทำเป็นน้ำองุ่นปั่นสดๆ ดื่มก็ได้ค่ะ






6 เรื่องดี ๆ จากสตรอวเบอร์รี่!

   ใครวางแผนไปเที่ยวเชียงใหม่ยกมือขึ้น! อย่าลืมซื้อสตรอวเบอร์รี่มาฝากกันบ้างนะจ๊ะ เพราะเขาบอกว่าเจ้าผลไม้น่าเอ็นดูชนิดนี้มีประโยชน์มากมายเลยล่ะ


1.ดูแลสายตา


         ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย


2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์


          เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ


3.กำราบโรคมะเร็ง


          กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ


4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง


          ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย


5.ลดความดันโลหิต


          หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ


6.ปราบโรคหัวใจ


          ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย















วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โครงงานครั้งที่ 6

การนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้
      
         สามารถนำมาใช้กับพืชได้ โดยตรงหรือนำไปละลายน้ำแล้วใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้หรือภาชนะที่สามารถ ฉีดได้ นำมาใช้ได้กับพืชได้ทุกชนิด เช่น โป๊ยเซียน มะลิ ยางพารา เป็นต้น





วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โครงงานครั้งที่ 5

ตรวจสอบสภาพปุ๋ยหมัก

            จากการตรวจสอบสภาพปุ๋ยหมักสังเกตเห็นดังนี้ 
            เปลือกผลไม้หรือเศษอาหารที่ใช้ทำปุ๋ยหมักเริ่มมีการย่อยสลายเป็นน้ำ  น้ำเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีดำ  กลิ่นเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม  มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวมากขึ้น  











วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เทรนด์ "กางเกงตู้เย็น" สู้อากาศร้องของเกาหลีใต้


ด้วยสภาพอากาศของเกาหลีใต้ที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อน ทำให้อากาศร้อนปีนี้สูงกว่าปกติ อยู่ที่ 40 องศา ผู้คนจึงต้องหาวิธีคลายร้อนที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือการเลือกเสื้อผ้าที่คลายความร้อนได้เป็นอย่างดี

"กางเกงตู้เย็น" หรือ Refrigerator Pants เป็นตัวช่วยคลายร้อนที่ตอนนี้ฮิตกันถล่มทลายเพราะผลิตจากผ้าโพลีเอสเตอร์ คุณสมบัติเนื้อผ้าคือระบายความร้อนได้ดีใส่แล้วเย็นเย็นสบายไม่รัดขาและไม่ต้องรีด ผ้าทิ้งตัวไม่ยับง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นลายปริ้นส์สีสันสดใส รวมถึงราคาที่ไม่แพง ตกอยู่ที่ตัวละ 5,000-7,000 วอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 150-180 บาท หรือแพงสุดไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับลวดลายที่เป็นพิเศษ

โคโค่ มาร์ลีน ผู้จำหน่ายกางเกงและเลกกิ้งออนไลน์รายใหญ่ของเกาหลีใต้


บอกว่ากางเกงตู้เย็นฮิตตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มาโด่งดังตอนที่เกาหลีใต้เผชิญวิกฤติพลังงาน ซึ่งทำให้ยอดขายกางเกงประเภทนี้เพิ่มขึ้นถึง 95% และตอนนี้ยอดขายกางเกงตู้เย็นคิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมดของเว็บ โคโค่มาร์ลีน  เลยทีเดียว




 เทรนด์ "กางเกงตู้เย็น" สู้อากาศร้องของเกาหลีใต้

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"ไปเที่ยวกันมั่ยๆๆ"

1. อุโมงค์วิสเทอเรีย (Wisteria Tunnel)
          สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้นานาพันธุ์ จะต้องหลงรักอุโมงค์วิสเทอเรียอย่างแน่นอน โดยอุโมงค์ดอกไม้แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่สวนคาวาชิ ฟูจิ ในเมืองคิตะกีวชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภายในอุโมงค์จะมีดอกไม้สีสันสวยงามต่าง ๆ ห้อยอยู่ด้านบน เรียงกันเป็นแถว ๆ ยาวไปตามเส้นทาง ที่เมื่อเดินเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์แมกไม้เลยที
เดียว




2. ชิงเกว แตร์เร (Cinque Terre)
          ชิงเกว แตร์เร คือ ส่วนประกอบของหมู่บ้านหลากสีทั้ง 5 แห่ง ที่อยู่ติดทะเลบริเวณชายฝั่งแคว้นลิกูเรีย ในประเทศอิตาลี ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องการมาชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของตึกรามบ้านช่องที่ถูกฉาบไว้ด้วย สีสันสะดุดตามากมาย ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสที่อยู่ด้านหลัง เรียกได้ว่าสถานที่ ๆ มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้





3. โรงแรมเมจิค เมาน์เท่น (Magic Mountain hotel)
          เมื่อดูภายนอกของโรงแรมแห่งนี้ อาจดูเหมือนเป็นสถานที่ใช้สำหรับถ่ายหนัง เพราะโรงแรมเมจิค เมาน์เท่น มีรูปทรงคล้ายกับภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ในป่าเขียวชะอุ่ม ซึ่งมีน้ำตกพวยพุ่งไหลงลงมาจากด้านบนภูเขาอีกด้วย จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันคือที่พักสำหรับคน โดยโรงแรมภูเขาสุดหรูแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวภายในอุทยานฮุยโล ฮุยโล (Huilo Huilo) บริเวณแคว้นลอส ริออส ประเทศชิลี





4. ครุ๊ก ฟอเรสท์ (Crooked Forest)
       ครุ๊ก ฟอเรสท์ เป็นสถานที่ตามธรรมชาติซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศโปแลนด์ โดยสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความแปลกพิสดารไม่เหมือนใครตรงที่ ต้นสนจำนวนมากประมาณ 400 ต้น ที่อยู่ในผืนที่แห่งนี้ มีลักษณะโค้งงอบริเวณโคนต้นผิดจากต้นไม้ทั่วไป ซึ่งประวัติของพวกมันทราบแต่เพียงว่ามีคนมาปลูกเอาไว้ในปี 1939 แต่ก็ไม่มีใครทราบทำไมมันถึงมีรูปร่างเช่นนี้


       



5.  อุโมงค์แห่งความรัก (Tunnel Of Love)
       อุโมงค์ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวแห่งนี้ ตั้งอยู่บนรางรถไฟเก่าแห่งหนึ่งในเมืองคลีเวน ประเทศยูเครน ซึ่งสาเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็น "อุโมงค์แห่งความรัก" เกิดจากเหล่าบรรดาคู่รักนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชอบมาเดินเที่ยวเล่นกันภายในอุโมงค์แห่งนี้อยู่เสมอ




6. บ่อน้ำพุร้อน บลู ลากูน (Blue Lagoon Hot Springs)

          บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยบรรยากาศของสถานที่จะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว ที่แม้อากาศจะหนาวเหน็บขนาดไหน แต่อุณหภูมิของน้ำในบ่อก็ยังคงร้อนอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่สร้างความอบอุ่นในวันที่หิมะมาเยือนได้อย่างสบาย ๆ






7. ไอซ์ แคนยอน (Ice Canyon)
        หุบเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ เกิดขึ้นจากการละลายตัวของก้อนน้ำแข็งจำนวนมาก โดยมีความลึกถึง 150 ฟุต ในกรีนแลนด์ (Greenland) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก แม้ดูเผิน ๆ ดินแดนแห่งนี้อาจเป็นเพียงแค่พื้นที่ว่างเปล่า ที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งสีขาวทั่วไป แต่บริเวณช่องว่างในหุบเขาที่มองลงไปเห็นธารน้ำสีฟ้าใส ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงเสน่ห์หุบเขาน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่แห่งนี้อย่างง่ายดาย


             


  
 8. บอล พีระมิด (Ball Pyramid)
         บอล พีระมิด คือ ภูเขาหินริมทะเลสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยมีความสูงอยู่ที่ 562 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลอร์ด ฮาว ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งความจริงภูเขาหินแห่งนี้ เป็นส่วนที่เหลืออยู่ของภูเขาไฟรูปโล่ เมื่อประมาณ 7 ล้านปีที่แล้ว



          
9. เกรท แบร์ริเออร์ รีฟ (The Great Barrier Reef)
          เกรท แบร์ริเออร์ รีฟ เป็นแนวปะการังนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในทะเลคอรัล บริเวณนอกชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยสถานที่แห่งนี้ยังได้รับความนิยมมากมายจากนักดำน้ำและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต่างพากันยกนิ้วให้กับความสวยสดงดงามของแนวปะการังแห่งนี้






10. อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park)

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งเป็นอุทยานเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในประเทศโครเอเชีย โดยภายในอุทยานยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ และมีธารน้ำตกมากมายหลายชั้น ที่สามารถสะกดนักท่องเที่ยวให้ตราตรึงกับบรรยากาศได้อย่างอยู่หมัด